เปิดฟ้าส่องโลก

ประท้วงรอบโลก ประท้วงจำนำข้าว

 

วันจันทร์ที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๕๖

จันทร์วันนี้ 13.00-16.30 น. ผวจ.ปราจีนบุรี เชิญ ร.ต.อ.ดร.นิติภูมิ นวรัตน์ พูด การเตรียมเข้าสู่ประชาคม     อาเซียนที่โรงแรมวังสำราญ อ.ศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรี

ตุรกีมีชื่อเสียงว่าเป็นดินแดนแห่งเสถียรภาพ แต่หลังจากที่นายก-รัฐมนตรีของประเทศชนะเลือกตั้งเป็นผู้นำสมัยที่ 3 ก็มีการประท้วงเกิดขึ้นบ่อย รัฐบาลสั่งปราบปรามผู้ประท้วง มีการต่อสู้กันจนถึงเดี๋ยวนี้ ตุรกีจึงได้ชื่อใหม่ในหมู่ผู้คนที่กำลังพิจารณาจะเดินทางไปเยือนว่า เป็นชาติตะวันออกกลางหัวรุนแรง ซึ่งกระทบต่อการท่องเที่ยวมาก

นายเออร์เดม กุนดุซ จึงคิดวิธีการประท้วงใหม่ ด้วยการยืนนิ่งๆ ที่จัตุรัสทักซิมเป็นเวลา 8 ชั่วโมง พอภาพแพร่ไปในสังคมออนไลน์ ถัดมาอีกวันเดียวเองครับ การยืนนิ่งเพื่อประท้วงก็เป็นแฟชั่น ถ้าเป็นการประท้วงตะโกนโวยวายทำลายข้าวของ ตำรวจก็จับได้ แต่การประท้วงด้วยการยืนนิ่งๆ ตำรวจไม่รู้ว่าจะจับด้วยข้อหาอะไร มีคนบอกกับผมว่า รัฐบาลตุรกีมีโอกาสพังเพราะการประท้วงด้วยการยืนนิ่งๆ ของประชาชนคนทั้งประเทศเหมือนกัน

ผู้อ่านท่านที่เคารพทราบดี ว่าคนบราซิลชอบฟุตบอล ประชาชนคนบราซิลโห่ร้องก้องประเทศเมื่อทราบว่า บราซิลได้เป็นเจ้าภาพจัดฟุตบอลโลก ค.ศ.2014 และโอลิมปิกฤดูร้อน ค.ศ.2016 แต่เรื่องเล็กๆ ที่ผู้คนในรัฐบาลคิดไม่ถึง และไม่เอาใจใส่ไยดีต่อการอธิบายขยายความให้ประชาชนเข้าใจอย่างกระจ่าง ทำให้คนเป็นล้านออกมาประท้วงรัฐบาล ถึงขนาดมีคนตาย ประธานาธิบดีที่กำลังจะเดินทางไปเยือนญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการ ถึงขนาดต้องหยุดบิน

สาเหตุมาจากเรื่องเล็กน้อยมาก เป็นการขึ้นค่าโดยสารรถประจำทางจากเดิมราคา 3 เรอัล 42.20 บาท ไปเป็น 3.20 เรอัล หรือ 45 บาท ขึ้นไปไม่ถึง 3 บาทไทยซะด้วยซ้ำ แต่พอมีคนเอาไปพูดเพื่อสร้างความชอบธรรมในการประท้วง ก็มีคนบราซิลออกมาประท้วงรัฐบาลมากถึง 1.25 ล้านคน

ผู้คนต้นคิดคำประท้วง เอาเรื่องเงินที่รัฐบาลก่อสร้างและปรับปรุงสนามสำหรับการเป็นเจ้าภาพฟุตบอลและโอลิมปิกฤดูร้อน มาเปรียบเทียบกับการขึ้นค่าโดยสารในโซเชียล มีเดีย เท่านั้นเองครับ กลายเป็นน้ำผึ้งหยดเดียว โลกเราทุกวันนี้ก็มีการประท้วงที่เกิดจากน้ำผึ้งหยดเล็กๆ อย่างนี้เยอะนะครับ

ที่อินโดนีเซียก็มีการประท้วงเรื่องรัฐบาลขึ้นราคาค่าน้ำมัน ผู้อ่านท่านที่เคยเดินทางไปอินโดนีเซียคงสังเกตเหมือนผมนะครับ ว่าราคาน้ำมันในอินโดนีเซียถูกเกินจริง เพราะรัฐบาลเอาเงินงบประมาณมาอุดหนุนค่าน้ำมัน ทำให้น้ำมันเบนซินราคาลิตรละ 4,500 รูเปีย 14 บาท ซึ่งถูกมาก คนอินโดนีเซียเลยใช้น้ำมันกันเพลิน ตอนนี้รัฐบาลขึ้นไป 44% เป็นลิตรละ 6,500 รูเปีย 20.32 บาทและขึ้นราคาน้ำมันดีเซล 22% เป็นลิตรละ 5,500     รูเปีย 17.19 บาท

เท่านี้เองครับ คนอินโดนีเซียออกมาประท้วงกันวุ่นวาย ผมเพิ่งเขียนชมเศรษฐกิจของอินโดนีเซียไปเมื่อวันก่อน ตอนนี้ต้องขอกลับมาเขียนใหม่ว่า เศรษฐกิจของประเทศนี้อาจจะมีปัญหาในระยะสั้น แต่ในระยะยาวจะดีครับ เพราะเดิมอินโดนีเซียอุดหนุนราคาน้ำมัน ทำให้ประเทศขาดดุลงบประมาณ ความต้องการใช้เชื้อเพลิงก็มากขึ้นเรื่อยๆ รัฐบาลจึงมียอดหนี้ก้อนโตขึ้นไปเรื่อยๆ พอเลิกอุดหนุน หนี้ก้อนนี้ก็จะลดลง คนก็กล้าเข้าไปลงทุนมากขึ้น

เมืองไทยบ้านเรา ได้ข่าวว่ามีคนเตรียมการประท้วงเรื่องจำนำข้าวของรัฐบาลเหมือนกัน แต่ผมว่าไม่น่าจะประท้วงสำเร็จ เพราะคนได้ประโยชน์คือชาวนาซึ่งเป็นประชาชนคนส่วนใหญ่ของราชอาณาจักร

ชาวนาไม่มีทางเอาเงินที่ได้จากการจำนำข้าวไปถลุงเมืองนอกอยู่แล้ว ได้เงินมาแล้วก็เอาไปซื้อยาดม ยาอม ยาหม่อง มีดพก กระจกเงา กระเป๋าหิ้ว แว่นตา นาฬิกา ฟันปลอม ฯลฯ เงินก็หมุนเวียนอยู่ในประเทศนี่แหละ เดือนหนึ่งๆ เงินที่ชาวนาได้จากการจำนำข้าวหมุนไปไม่รู้จักกี่รอบ ทำให้เศรษฐกิจโต กิจกรรมต่างๆ ของผู้คนในประเทศก็มีมากขึ้น ทุกตารางนิ้วของประเทศเกิดการกระดิกพลิกตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สังคมชนบทเกิดการเคลื่อนไหว

หลายประเทศเศรษฐกิจนิ่ง รัฐบาลถึงขนาดต้องแจกเงินประชาชน เพื่อให้ประชาชนเอาไปใช้จ่าย แต่คนที่เป็นเศรษฐี มีสตางค์มากอยู่แล้ว ก็เอาเงินที่ได้รับแจกมาไปเก็บไว้ ทำให้เศรษฐกิจไม่หมุน สุดท้ายต้องแก้ไขเพื่อให้เศรษฐกิจหมุน ด้วยการแจกคูปองที่กำหนดวันหมดอายุเอาไว้ด้วย

ปรากฏว่าเศรษฐกิจของประเทศพุ่งกระฉูดส่งตูดจัมโบ้ หมุนทันที

ชาวนาไทยเอาข้าวไปแลกเงิน เอาเงินมาหมุนเศรษฐกิจ ดีกว่าแบมือรอรับแจกเงิน หรือแจกคูปองเป็นไหนๆ

ใครที่คิดประท้วงเรื่องนี้ ผมว่าแย่ครับ.