ประวัติคร่าวๆ ของฟิลิปปินส์ (3)

วันพุธที่ ๓ เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๕

ก้าวเท้าเข้ามาในบ้าน  ไม่รู้ว่าใครเปิดเพลง  บลูละวาร์ด  ออฟ  โบรคัน  ดรีมส์  คาไว้  ความหวานซึ้งตรึงอารมณ์ของเพลงนี้ทำให้สมองของผมย้อนไปถึงสงครามโลกครั้งที่  2  ซึ่งตอนนั้นโทนี  เบ็นเนทท์  ผู้ร้อง  บลูละวาร์ด  ออฟ โบรคัน  ดรีมส์  ถูกเกณฑ์ไปประจำการเป็นทหารอเมริกันอยู่นานถึง  3  ปี  พ้นทหารก็ได้อัดแผ่นกับบริษัทแผ่นเสียงโคลัมเบีย

ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา  เราทั้งหลายก็จึงได้ฟังเพลงเพราะๆอย่าง  Because  of  you  หรือ  I  won’t  cry  any  more  ที่ร้องโดยอดีตพลทหารเกณฑ์ผู้นี้

ห้วงช่วงที่โทนี  เบ็นเนทท์อยู่ในกองทัพ  ตอนนั้น  ทหารอเมริกันในฟิลิปปินส์รบแพ้ญี่ปุ่น  รัฐบาลเครือจักรภพของฟิลิปปินส์จึงต้องหนีกระเซอะกระเซิงไปออสเตรเลีย

ต่อมาสหรัฐฯจัดตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นให้ที่กรุงวอชิงตัน  ดี.ซี.

เป็นอาณานิคมของญี่ปุ่นเพียง  5  ปี  จน  ..1944  (..2487)  นายพลแมคอาเธอร์ก็ยกพลขึ้นบกที่เลเตพาทหารอเมริกันขับไล่ให้ญี่ปุ่นออกไปจากดินแดนฟิลิปปินส์ได้ทั้งหมด  และจัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปใน  ..1946  โดยมีมานูเอล  โรซาส  ได้รับเลือกตั้งให้เป็นประธานาธิบดีคนแรกของฟิลิปปินส์

ฟิลิปปินส์เป็นเอกราชเมื่อ  4  กรกฎาคม  ..1946  ตั้งแต่นั้นอเมริกาก็สัญญาว่า  จะค่อยๆถอนทหารออกจากแผ่นดินฟิลิปปินส์  ปัญหาใหญ่ของชาติก็คือกองโจรฮุกบาลาฮับที่มีพวกคอมมิวนิสต์หนุน  ต่อสู้กับรัฐบาลมันหยดโดยไม่มีใครแพ้ชนะ

กระทั่งวันหนึ่งมีพระเอกหนุ่มขี่ม้าขาวชื่อ  นายรามอน  แม็กไซไซ  ได้เป็นรัฐมนตรีกลาโหม  ท่านไม่ใช้กำลังเข้าขยี้พวกฮุกบาลาฮับ  แต่เข้าไปดูว่าปัญหาคืออะไร  ทำไมชาวนาจึงต้องตั้งกองกำลังต่อสู้กับรัฐบาล  เมื่อเห็นว่าปัญหามาจากการแบ่งสรรทรัพยากรที่ดินไม่เป็นธรรม  รมว.กลาโหมนายแม็กไซไซ  ก็จึงถึงจัดตั้งโครง การปฏิรูปที่ดิน

เท่านี้เองครับ  ก็ปรากฏว่า  รัฐบาลปราบกองโจรฮุกบาลาฮับได้  แต่ปราบด้วยการซื้อใจ  แก้ไขปัญหาได้อย่างถูกจุด  ตั้งแต่นั้นมาแม็กไซไซก็เด่นดังท้ายที่สุด  ประชาชนคนทั้งฟิลิปปินส์ก็เรียกร้องให้แม็กไซไซลงสมัครประธานาธิบดี  และคนทั้งประเทศก็หย่อนบัตรเลือกท่านผู้นี้ละครับ  เป็นผู้นำในเวลาต่อมา

ฟิลิปปินส์ในยุคของแม็กไซไซเจริญรุดหน้ากว่าประเทศอื่นใดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  หรือแม้แต่ในเอเชียทั้งทวีปนี่แหละ  ถ้าถามหาหนึ่งในหลายประเทศเจริญที่สุด  ใครๆก็ต้องตอบว่าคือสาธารณรัฐฟิลิปปินส์

แม็กไซไซมองเห็นปัญหาของชาติทะลุปรุโปร่ง  ท่านเป็นคนจัดหาเงินมาช่วยอุตสาหกรรมขนาดเล็ก  พยายามขจัดอิทธิพลพวกเจ้าของที่ดิน

สำคัญที่สุดคือ  แม็กไซไซช่วยชาวนาในด้านการตลาด  ถึงขนาดเดินทางไปต่างประเทศหาตลาดด้วยตัวของท่านเองในยุคนั้นนั่นละครับ  เงินไหลเข้าฟิลิปปินส์เป็นกอบเป็นกำ  เมื่อเม็ดเงินเข้ามามาก  แม็กไซไซก็สั่งให้ใช้เงินไปในการพัฒนาด้านสังคม  เช่น  สร้างโรงเรียน  สร้างโรงพยาบาล  สมัยนั้น  แม้แต่คนไทยก็ยังนิยมไปเรียนปริญญากันที่ฟิลิปปินส์  โรงเรียน  วิทยาลัย  และมหาวิทยาลัยที่ฟิลิปปินส์  เข้มแข็งและพัฒนามากกว่าตะวันตกบางประเทศเสียด้วยซ้ำ

การเมืองระหว่างประเทศก็เด่น  กลุ่มอาเซียนและองค์การ  S.E.A.T.O.  ซีโต้  ก็ลงนามกันที่กรุงมะนิลาตอนที่แม็กไซไซได้เป็นประธานาธิบดีนี่เอง

กึ่งพุทธกาล  หรือ  ..2500  ประธานาธิบดีที่ดีที่สุดของฟิลิปปินส์ก็เครื่องบินตกเสียชีวิต

ตั้งแต่นั้น  ฟิลิปปินส์ก็ลงเหวเรื่อยๆ  ผู้นำคนต่อๆมาไม่เข้มแข็งปล่อยให้มีคอรัปชัน  คนรวยกดขี่ชาวนา  ฯลฯ

พวกฮุกบาลาฮับที่หายไปในสมัยแม็กไซไซก็จึงเกิดขึ้นมาอีก

ความขัดแย้งระหว่างสองศาสนา  คือ  ศาสนาคริสต์กับศาสนาอิสลามที่เคยเข้าใจกันด้วยดีในสมัยของแม็กไซไซ  ก็จึงปะทุขึ้นมาใหม่ใหญ่โตในเกาะมินดาเนา  และก็ลามมาเรื่อยจนถึงทุกวันนี้  ที่มุสลิมขอแยกดินแดนมาตั้งเป็นประเทศใหม่

ขอจบประวัติของฟิลิปปินส์ด้วยยุคสมัยของแม็กไซไซ  โอกาสหน้าถ้าได้เขียนถึงฟิลิปปินส์อีก  ก็จะเริ่มต้นด้วยยุคสมัยของมาร์กอสกันเลยครับ

  • นิติภูมิ  นวรัตน์
[3/4/2545]