อย่าให้ชาติแตก

 

ศุกร์ ๓๐ เมษายน ๒๕๕๓

 

ผมเขียนเปิดฟ้าสองโลกฉบับวันพฤหัสบดีเมื่อวานนี้ที่สนามบินนครศรีธรรมราช โดยโทรศัพท์ถามเลขาฯ ว่า ใครชวนไปพูดที่จังหวัดสุรินทร์ในวันศุกร์ที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๕๓ เลขานุการตอบว่า อ้า ’องค์การตรวจสอบอำนาจรัฐสากล (อตส.) ร่วมกับ นสพ.มติมหาชน และ นสพ.ชาติประชา’ เพราะที่สนามบินมีเสียงดัง ผมจึงฟังผิดเป็น นสพ.มติชนและประชาชาติธุรกิจ ก็ขออภัยในความผิดพลาดมา ณ ที่นี่ด้วยครับ

 

ไปจังหวัดไหน เดี๋ยวนี้มีแต่คนเข้ามาสนทนาเรื่องการเมือง เข้ามาพูดเหมือนกับว่าคนไทยเลิกสนใจการพัฒนาประเทศไปแล้ว บางท่านชวนผมสนทนาให้เห็นภาพว่า เพียง ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มีพื้นที่เพียง ๑๐,๙๓๖ ตารางกิโลเมตร รัฐใช้เวลากว่า ๖ ปี ก็ยังปราบผู้ก่อความไม่สงบไม่ได้ แถมสถานการณ์ยังรุนแรงขึ้นทุกวัน

 

ลองนึกถึงภาคอีสาน ๑๙ จังหวัด + ภาคเหนือ ๑๗ จังหวัด ที่มีเนื้อที่รวมกันมากถึง ๑๖๙,๖๔๔ + ๑๖๘,๘๕๔ = ๓๓๘,๔๙๘ ตารางกิโลเมตร หากรัฐไล่คนเสื้อแดงลงไปสู้ใต้ดิน รัฐจะต้องใช้เวลากี่ปีในการแก้ไขสถานการณ์ให้กลับคืนสู่ปกติสุข ประชาชนคนทั้งสองภาคมีจำนวนรวมกัน ๓๔ ล้านคน หากผู้คนเพียง ๑๐% ของประชาชนคนทั้งสองภาคคือ ๓.๔ ล้านคนลงไปสู้ใต้ดิน ถามว่า อะไรจะเกิดขึ้นกับประเทศนี้ เรามิต้องอาศัยอยู่ในแผ่นดินที่มีแต่การต่อสู้ทุกเมื่อเชื่อวันกระนั้นหรือ?

 

เรียนรู้จากประวัติศาสตร์ของชาติอื่น หากสถานการณ์ของประเทศเป็นอย่างนี้ แม้ว่าฝ่ายรัฐยังคงดำรงเป็นรัฐบาลอยู่ต่อไป หรือหากกลุ่มเสื้อแดงได้กลายมาเป็นฝ่ายมีอำนาจ ก็ไม่อาจปกครองแผ่นดิน ๕๑๓,๑๑๕ ตารางกิโลเมตรแห่งนี้ได้ จากการเดินทางไปขอความรู้โดยการสนทนากับผู้คน ผมขอเรียนว่า ขณะนี้ประชาชนคนไทยมีความตื่นตัวทางการปฏิวัติสูงมาก ผู้คนจำนวนไม่น้อยที่มีความกล้าหาญ เด็ดเดี่ยว และมีการเดินแนวทางมวลชนพัฒนาไปถึงจังหวะที่ ๕ แล้ว

 

ประเทศใดในโลกนี้ที่สภาพการเมืองกระเพื่อม หรือมีการกระดิกพลิกตัวอยู่เพียงในระดับ ๑-๓ รัฐก็ยังพอใช้กำลังปราบได้ เพราะประชาชนคนส่วนใหญ่จะยังกลัวปากกระบอกปืน หากมวลชนคนอย่างน้อยร้อยละ ๑๐ ดำเนินจากจังหวะ ๑ (สืบสภาพ) ไปจังหวะ ๒ (โฆษณาให้การศึกษา) สู่จังหวะ ๓ (จัดตั้ง) ไปจังหวัด ๔ (อบรมฝึกฝน) และถึงจังหวะ ๕ (นำการต่อสู้) ให้รัฐใช้อภิพญามหารถถัง ก็ไม่มีทางปราบสำเร็จ ประเทศจะลงเว็จ กว่าจะกลับมายืนได้ใหม่ ต้องใช้เวลาอีกมากมายหลายสิบปี

 

ความเคลื่อนไหวทางการเมืองในประเทศไทยนี่แปลกกว่าที่อื่น การเดิน ๔ ก้าว ซึ่งเป็นหลักการขยายสมาชิกของมวลชนฝ่ายต่อต้านอำนาจรัฐของคนไทยในปัจจุบันเป็นไปโดยธรรมชาติ อุบัติขึ้นเอง ไม่ว่าจะเป็นก้าวที่ ๑ คบเป็นเพื่อน ก้าวที่ ๒ สนทนาให้การศึกษาทางการเมือง เรื่องสองมาตรฐานและความอยุติธรรม ก้าวที่ ๓ ชักนำให้เข้าร่วมการเคลื่อนไหว ไปกรุงเทพฯ และก้าวที่ ๔ ขยายให้เป็นสมาชิก

 

นิติภูมิไม่ใช่นักการเมืองอาชีพ และไม่มีความรู้เรื่องการเมืองอะไรกับใครเขาเลย จึงขอวิเคราะห์รับใช้ผู้อ่านท่านอย่างสะเปะสะปะ ผู้อ่านท่านกรุณาอย่าหัวเราะเยาะนะครับ ถ้าผมจะรับใช้ว่า สังคมไทยกำลังมีการเปลี่ยน เพราะประชาชนชนส่วนหนึ่งมีความอัดอั้นตันใจในสถาบันการเมืองและจิตสำนึกทางการเมือง

 

ประวัติศาสตร์การพัฒนาของสังคมไทย ได้ผ่านสังคมระบอบทาส ที่จริงเราก็ผ่านสังคมระบอบศักดินาไปสู่ระบอบสังคมนายทุนมาได้ระยะหนึ่งแล้ว

 

สมัยที่โลกยังไม่อุบัติเทคโนโลยีอินเตอร์เน็ตนั้น โดยปกติ หากระบอบสังคมนายทุนพัง ก็มักจะตามมาด้วยระบอบสังคมนิยม

 

สังคมไทยได้เข้ามาถึงระบอบสังคมนายทุนแล้ว แต่ดันมีกลุ่มคนจากระบอบศักดินากลับเข้ามาเจ้ากี้เจ้าการอย่างรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ความขัดแย้งก็จึงอุบัติ และเกิดขึ้นอย่างแตกต่างจากประเทศอื่นมากพอสมควร

 

ในประเทศอื่นนั้น ประวัติศาสตร์พัฒนาการของสังคมเป็นประวัติศาสตร์แห่ง ‘แบบวิธีการผลิต’ เป็นประวัติศาสตร์ของประชาชนคนใช้แรงงานที่ทำผลิตและดัดแปลงธรรมชาติ

 

แต่ของราชอาณาจักรไทยไม่ใช่ ปรากฏการณ์ในเมืองไทย ไม่มีทฤษฎีใดในโลกอธิบายได้ ผมจึงถึงอยากเรียนผู้อ่านท่านที่เคารพว่า ถ้าแผ่นดินนี้ไม่มีสิ่งยึดเหนี่ยวเมื่อใด สังคมจะล่มสลายหายไปอย่างที่ไม่มีทางเยียวยา เราจะต้องลองผิดลองถูกอยู่อีกนานหลายสิบปีกว่าจะลืมตาอ้าปากกลับมาดีดังเดิมได้ หรือไม่ก็ล่มสลายกลายเป็นหลายส่วน เพราะเราเป็นประเทศแรกในยุคอินเตอร์เน็ตที่มีพัฒนาการอย่างนี้

 

ทางที่ดีที่สุด เราต้องป้องกันไว้ดีกว่าแก้ การป้องกันก็คือ เราต้องหันหน้ามาคุยกัน อะไรให้อภัยได้ก็ให้อภัยกัน กลับมาจับมือกันพัฒนาชาติบ้านเมืองให้เรืองรุ่งฟุ้งเฟื่อง และต้องเข้าใจให้ได้ว่า ที่พวกเราทำนี่ ไม่ใช่ทำไปเพื่อใครคนใดคนหนึ่ง

 

ถ้าคิดอย่างนั้น ก็ถือว่าคิดผิด

 

วิธีคิดที่น่าจะถูกก็คือ

 

เราต้องมุ่งรักษาสถาบันชาติไว้ให้ได้เป็นอันดับ ๑

 

อย่าให้ชาติแตก

 

ส่วนสถาบันศาสนา และสถาบันกษัตริย์

 

ก็ต้องดำรงไว้ให้ได้เช่นกัน

                              

[30/4/2553]