อย่าเอาพุทธไปพันการก่อการร้าย

 

วันพุธที่ ๑๐ กรกฎาคม ๒๕๕๖

พุทธคยาอยู่ในอำเภอคยา รัฐพิหาร สาธารณรัฐอินเดีย เป็นที่ตั้งของสถานที่ตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ท่านผู้ใดที่เคยไปกราบนมัสการพุทธคยาก็คงจะรำลึกนึกออกนะครับ ว่าที่นั่นมีต้นพระศรี–มหาโพธิ์ พระแท่นวัชรอาสน์ ที่ประทับตรัสรู้ มองไปในเบื้องหน้า ก็ได้ทัศนาองค์เจดีย์สี่เหลี่ยมสูงถึง 51 เมตร เมื่อ 11 ปีที่แล้ว ผมหมายถึง     พ.ศ.2545 ยูเนสโกขึ้นทะเบียนพุทธคยาหรือวัดมหาโพธิ์เป็นมรดกโลก ประเภทมรดกทางวัฒนธรรม

อรุณรุ่งของวันอาทิตย์ที่ 7 กรกฎาคม 2556 เกิดระเบิด 4 ครั้ง ใกล้กับวัดมหาโพธิ์ภายในพุทธคยา อีก 4 ครั้ง ที่บริเวณใกล้วัดคาร์มา วัดทิเบตในพุทธคยา และครั้งสุดท้ายอุบัติที่รถโดยสารของนักท่องเที่ยวซึ่งจอดอยู่ใกล้วัดมหาโพธิ์

ก่อนเกิดระเบิด นายอภัยนันทะ ผู้บัญชาการตำรวจรัฐพิหาร ประกาศให้พระไทยอยู่ภายในวัด อย่าเพิ่งออกไปนั่งสมาธิที่ใต้ต้นโพธิ์ และไม่ควรอยู่บริเวณติดกับกำแพงวัด ทางการอินเดียทราบมาก่อนแล้วว่า จะมีกลุ่มติดอาวุธมูจาฮีดีนโจมตีพุทธคยาเพื่อแก้แค้นที่ชาวพุทธทำร้ายมุสลิมในสาธารณรัฐแห่ง สหภาพเมียนมาร์

แต่ก่อนง่อนชะไร ความขัดแย้งทางด้านศาสนามักจะเกิดระหว่างศาสนาอิสลามกับคริสต์ อิสลามกับฮินดู ฮินดูกับพุทธ หลายครั้งที่สงครามความขัดแย้งเกิดจากศาสนาคริสต์ต่างนิกาย ตั้งแต่นี้ต่อไป ผู้อ่านท่านเชื่อผมเถิดว่า ความขัดแย้งของศาสนาพุทธและอิสลามที่เกิดขึ้นในรัฐยะไข่ของพม่า จะเป็นเชื้อกระจายกลายเป็นความขัดแย้งรุนแรงที่มีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ

เพราะปิดประเทศมานาน กลุ่มพระภิกษุของพม่าจึงมองโลกได้ไม่ครบด้าน มองแต่แคบๆ เห็นแต่ตนเอง พระกลุ่มนี้สุ่มสี่สุ่มห้าไปกดดันรัฐสภาพม่าให้ออกกฎหมายโน่นนั่นนี่ที่ขัดแย้งต่อหลักสิทธิมนุษยชน ที่ผมไม่เห็นด้วยอย่างที่สุดเลยก็คือ การที่พระวีระธุจากเมืองมัณฑะเลย์ จัดประชุมคณะสงฆ์องคเจ้าพม่า และมีมติส่งไปให้ฝ่ายรัฐสภาออกเป็นกฎหมายว่า...

“ชายที่มิใช่ชาวพุทธ หากจะแต่งงานกับหญิงพุทธ ชายต้องเปลี่ยนมานับถือศาสนาพุทธเสียก่อน การจะแต่งงานกันได้ จะต้องได้รับอนุญาตจากทั้งพ่อแม่ฝ่ายหญิง และเจ้าหน้าที่รัฐบาลท้องถิ่นด้วย หากผู้ใดฝ่าฝืน จะต้องถูกลงโทษจำคุกสูงสุด 10 ปี และถูกยึดทรัพย์”

ขณะนี้พระวีระธุก็เริ่มรณรงค์ออกหาการสนับสนุน เพื่อไปกดดันให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพม่าให้ยกมือมติรับร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ พระวีระธุให้เหตุผลว่า ที่ต้องมีกฎหมายฉบับบังคับ เพราะหญิงสาวชาวพุทธเมื่อแต่งงานกับผู้ชายมุสลิม ก็ต้องเปลี่ยนศาสนาไปนับถือศาสนาอิสลาม จากนั้น ท่านก็อ้างกฎระเบียบข้อบังคับที่ห้ามการแต่งงานข้ามศาสนาที่ใช้กันอยู่ในประเทศต่างๆ เช่น มาเลเซียมีกฎหมายห้ามมุสลิมแต่งงานกับคนที่ไม่ใช่มุสลิม ยกเว้นจะต้องเปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลามเสียก่อน

พระวีระธุของพม่าดังไม่แพ้หลวงปู่เณรคำของไทย ทว่าดังกันไปคนละแบบ หลวงปู่เณรคำดังแบบครบเครื่องเรื่องสุรา นารี มีเครื่องใช้ไม้สอยและยานพาหนะไฮโซ แต่พระวีระธุดังในเรื่องรณรงค์ต่อต้านมุสลิม และเรียกร้องให้คนพุทธคว่ำบาตรธุรกิจของมุสลิม

ผมตามการกระดิกพลิกตัวของพระวีระธุ แล้วก็อยากจะเรียนผู้อ่านท่านด้วยเคารพว่า ความสมองแคบของพระรูปนี้นี่แหละครับ จะทำให้ชาวพุทธทั่วโลกอยู่ไม่เป็นสุข พระวีระธุรูปนี้นี่แหละครับ ที่จะนำเราเข้าสู่สงครามความขัดแย้งทางศาสนาอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

การที่พม่าเปิดประเทศอย่างฉับพลันทันที จึงทำให้ยังมีผู้คนอีกเป็นจำนวนมากที่เงอะงะตามโลกไม่ทัน ในเรื่องความรักของมนุษยชาติ ความเป็นอิสระ ไม่มีข้อกีดกันด้านศาสนา เชื้อชาติ ผิวพรรณ ฐานันดร หรือแม้แต่เรื่องของสถานะทางสังคมและการเงิน พระวีระธุบวชตั้งแต่ยังเป็นเด็กเล็กอยู่จึงไม่ทราบวิธีคิดของฆราวาสในคริสตศตวรรษที่ 21 ซึ่งถือเรื่องสิทธิมนุษยชนเป็นอันดับหนึ่ง พระราชบัญญัติที่พระวีระธุกดดันให้ออกเป็นกฎหมาย มีลักษณะที่ไม่เป็นสากล ถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน เป็นโคตรแห่งเผด็จการ

และขัดแย้งกับคำสอนของศาสนาพุทธ

ส่วนที่สำคัญที่สุดของที่สุดก็คือ อาจนำพาศาสนาไปหาสงครามครับ.

 

[10/7/2556]