ที่ 1 ของเวียดนามเรียนครู

วันจันทร์ที่ ๒๔ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๔

หลังจากเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าจากการช่วยพ่อแม่ทำงาน ทั้งงานอาชีพและงานบ้าน สาวญวนกิมจีก็ทำการบ้านและอ่านหนังสือจนดึกดื่น ความใฝ่ฝันของเด็กสาวชาวญวนผู้อยู่มัธยมปีสุดท้ายก็คือ ต้องสอบเข้ามหาวิทยาลัยให้ได้

พวกที่จะมีอาชีพเป็นแพทย์ วิศวกร สถาปนิก ฯลฯ ไม่ต้องหน้าดำคร่ำเครียดเรียนหนักเช่นเธอ เธอต้องการเป็นครู การแข่งขันจึงดุเดือดเลือดพล่านที่สุด กว่าจะผ่านการสอบเข้าเรียนต่อเพื่อจะออกมาประกอบอาชีพครู จะต้องมีคะแนนเอ็นทรานซ์สูงมากกว่าสาขาอื่น

นามสกุลของกิมจีคือ หวุ คนญวนทั่วไปจะมีชื่อกลางอยู่ด้วย เธอมีชื่อกลางว่า ธิ  การเขียนชื่อเสียงเรียงนามในเวียดนามต้องเอาสกุลขึ้นก่อน แล้วจึงตามด้วยชื่อกลาง สุดท้ายก็คือ ชื่อตัว สาวกิมจี จึงมีชื่อเต็มๆ เขียนอย่างเป็นทางการว่า หวุ ธิ  กิมจี

กิมจีบรรลุความใฝ่ฝันสูงสุดซึ่งเป็นยอดปรารถนาของเยาวชนคนญวนทุกคนด้วย  คือการสอบเข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัยแห่งชาติเวียดนาม  กรุงฮานอย ซึ่งตั้งอยู่ในเขตโกว่เสยได้ คณะที่เรียน เมื่อสำเร็จการศึกษาแล้ว เธอก็จะได้ออกไปประกอบอาชีพเป็นครู

การศึกษาในเวียดนามก่อนเข้ามหาวิทยาลัย ใช้เวลาทั้งหมด 14 ปี ชั้นอนุบาล 2 ปี ประถม 5 ปี มัธยมต้น 4 ปี และมัธยมปลาย 3 ปี

คนที่จะเป็นครูของเวียดนามได้นั้น จะต้องเรียนหนังสือเก่ง สอบได้ที่ 1 บ่อยๆ พวกเวียดนามถือว่าครูต้องเป็นเบ้าหลอมที่คมที่สุด เมื่อเบ้าหลอมคม ผลผลิตที่ได้จากเบ้านั้น ก็จะมีรูปลักษณ์ที่คมชัดตามไปด้วย

14 ปี ที่กิมจีเรียนหนังสือมาทั้งหมด ไม่ได้ศึกษาแต่ในตำราเรียนเพียงอย่างเดียว  เธอต้องช่วยพ่อแม่ทำงานในอาชีพของท่าน กิมจีจึงรู้เรื่องอาชีพของพ่อแม่เกือบทุกแง่ทุกมุม นี่ถ้าหากว่าสอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้ เธอก็จะไม่ใช่คนไร้อาชีพ  หรือต้องมาเริ่มต้นอาชีพใหม่ที่ความรู้ระดับศูนย์ สามารถต่อยอดองค์ความรู้ในวิชาชีพของพ่อแม่ไปได้เลย

ความรู้ความชำนาญในกิจการงานบ้าน กิมจีก็สามารถช่วยตัวเอง และคนอื่นได้  เพราะช่วยพ่อแม่ทำงานบ้านมาตั้งแต่เด็กจนโต ต่อไปในอนาคตเมื่อมีครอบครัวเป็นของตัวเอง ทั้งเธอและสามีที่จะเป็นครอบครัวเดียวกันในภายหน้า คงจะไม่มีใครเบื่อใคร แม้ว่าไม่มีคนใช้ช่วยงาน เธอและสามีก็จะดูแลครอบครัวได้อย่างดีมีความสุข

สมัยก่อนเด็กญวนนิยมเรียนภาษารัสเซีย แต่มาถึงยุคของกิมจี เยาวชนทุกคนใฝ่ฝันจะได้เรียนอังกฤษเป็นภาษาหลัก ภาษารองนั้น ส่วนใหญ่ก็เลือก  จีน ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส สเปน ฯลฯ

ปีที่แล้ว มีคณาจารย์จากภาควิชาภาษาไทยและภาษาตะวันออกคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร มาช่วย มหาวิทยาลัยแห่งชาติเวียดนาม เปิดสอนภาษาไทยเป็นวิชาโท

วิชาโทภาษาไทย มหาวิทยาลัยมีศักยภาพรับได้เพียง 30 คน สอนเฉพาะพุธกับศุกร์ วันละ 2.30 ชั่วโมง นิสิตจะได้เรียนเพียง 2 ปี คือ ชั้นปีที่ 2 กับปีที่ 3 เมื่อมหาวิทยาลัยประกาศออกไป มีนิสิตมาสมัครเข้าศึกษารุ่นที่ 1 เป็นร้อยคน ผู้ที่ผิดหวังในการได้เรียนภาษาไทยในมหาวิทยาลัย ก็จะพยายามไปหาเรียนที่อื่นซึ่งสอนโดยเอกชน

กิมจีเป็นหนึ่งในผู้ที่แข่งขันเข้าเรียนภาษาไทยได้ นิสิตเวียดนามที่เรียนภาษาไทยจะมีชื่อไทยเรียกกันทุกคน  กิมจีก็มีชื่อไทยว่า หทัยวรรณ เพื่อนรักของเธออีกคนที่ชื่อเหงียน กิ เวินชี ก็ได้รับการตั้งชื่อตัวว่า ราตรี

พจนานุกรมภาษาไทยเป็นสิ่งที่หายากมาก มีราคาแพงเกินกว่าที่นิสิตจะหาซื้อมาไว้ครอบครองได้ คนจึงใช้ฉบับถ่ายเอกสารและนำติดตัวไว้ตลอดเวลา เมื่อใดที่มีโอกาสได้เห็นหนังสือไทยหรือคนไทย กิมจีและเพื่อนๆก็ไม่ทิ้งโอกาสเข้าไปศึกษาหาความรู้จากคนเหล่านั้น

ตั้งแต่ที่ได้เห็นตัวอักษร . . . ไทยเป็นครั้งแรกในชีวิตจนถึงกาลนี้ ก็เป็นเวลาถึง  10 เดือนแล้ว ทั้งกิมจี เวินชี และเพื่อนๆอีก 28 คน พูด เขียน อ่าน ไทยได้คล่องเหมือนคนไทย แม้แต่คำราชาศัพท์ก็ใช้ได้ดีกว่าเยาวชนคนไทยหลายคน

ผมพบกิมจีและเวินชีในเย็นวันเสาร์ที่ผ่านมาโดยบังเอิญ ตั้งแต่นี้เป็นต้นไป  ก็คงจะได้เจอเธอบ่อยๆ

เพียงแค่พบกันเพียงเย็นเดียว ผมก็รู้เลยครับว่า...

...ว่าการศึกษาไทยต้องปฏิรูปอย่างเร่งด่วนที่สุด

ก้างกับกระดูกนั้น กินไม่ได้ดอก

อย่าหวงกระดูก หวงก้างทางการศึกษาเลยครับ

  • นิติภูมิ  นวรัตน์
[24/12/2544]